| พระสุรเสียงที่ดังอย่างสม่ำเสมอ |
|
|
|
| เขียนโดย thankgod7 | |
| วันFridayที่ 27 January 2012 เวลา 09:19 น. | |
|
พระสุรเสียงที่ดังอย่างสม่ำเสมอ ยน.15/5,7 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ถ้าผู้ใดคงอยู่ในเรา และเราอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก ถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านไม่อาจทำสิ่งใดเลย 7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดซึ่งท่านปรารถนา ท่านก็จะได้สิ่งนั้น การเกิดผล เกิดจาก พระวจนะของพระเจ้า ที่มีอยู่ในความคิดและจิตใจของเรา ยน.15/5,7 และและความเชื่อหาได้เกิดจาก การเคยได้ยินไม่ แต่เกิดจากการได้ยินในปัจจุบัน รม.10/17 ความเชื่อจึงเกิดขึ้นจากการได้ยินเรื่องราวนั้น และเรื่องราวที่ได้ยินนั้นคือพระวจนะของพระคริสต์ คำว่า ได้ยิน กับ เคยได้ยิน ต่างกัน คำว่า “ได้ยินในปัจจุบัน” หมายถึง ความคิดของพระเจ้าที่ฝังอยู่ในเรา ตามที่เขียนไว้ใน ยน.15/7,5 ซึ่งในพระคัมภีร์ พระวาทะ(ยน.1/1)หรือพระวจนะและพระวิญญาณที่อยู่ในเรา เล็งถึงการที่พระเจ้าอยู่ในเรา คือ เสียงของพระเจ้าอยู่กับเรา ความคิดของพระเจ้าอยู่กับเรา นี่คือนิยาม[1]คำว่า “ได้ยินในปัจจุบัน” การที่เราเคยได้ยินถ้อยคำและยังจำได้ ก็อยู่ในความหมายของคำว่า “ได้ยินในปัจจุบัน” แต่การเคยได้ยินและจำไม่ได้(ลืมไปแล้ว) คือ นิยามคำว่า “เคยได้ยิน”ซึ่งหมายถึง ถ้อยคำของพระเจ้าไม่ได้อยู่ในเราอีกต่อไปแล้ว เพราะลืม ความคิดหรือเสียงของพระวิญญาณในเรื่องนั้นๆ ไม่อยู่กับเราอีกต่อไป(ไม่เตือนเราอีกต่อไป) ในทางปฏิบัติ คือ ถ้าเราไม่มาโบสถ์ ไม่ได้ฟังเทศนา ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ ทุกส่งที่เราได้ยินจะเป็นแค่ เคยได้ยินและท้ายสุด ก็จะลืมพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเจอการทดลอง ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปสู้กับมาร(ไม่มีถ้อยคำไม่มีอาวุธ) ผลก็ล้มลง ถูกมารซาตานมันหลอก ให้หลงไป จุดนี้ อยากให้นึกถึงพระคัมภีร์เดิม ดาวิดและซาอูล ถูกเตือน เหมือนกันคือ เขาทั้งสองได้ละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า 1ซมอ.15/23 กรณีของซาอูล และกรณีของดาวิด 2ซมอ.12/9 1ซมอ.15/23 เนื่องจากท่านได้ละเลยพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้า* พระองค์จึงทรงถอดถอนท่านจากการเป็นกษัตริย์" 2ซมอ.12/9 เหตุใดเจ้าจึงลบหลู่พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า* กระทำสิ่งที่เราเห็นว่าชั่ว เจ้าอาศัยดาบของชาวอัมโมนสังหารอูรียาห์ชาวฮิตไทต์ และยึดภรรยาของเขามา การห่างจากโบสถ์ การห่างจากการอธิษฐานและการห่างจากการอดอาหารอธิษฐานและการสามัคคีธรรมกับพี่น้อง จิตวิญญาณของเราจะอ่อนกำลังลง ในทำนองเดียวกับโมเสส ใน 2คร.3/13,15-16 ยน.6/63 ถ้อยคำที่เรากล่าวกับท่านเป็นวิญญาณและเป็นชีวิต การใคร่ครวญพระวิญญาณ(สนทนากับพระองค์ ฟังคำตรัสของพระองค์) จะทำให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลง คือ ความคิดที่เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เปี่ยมด้วยความคิดของพระองค์มากขึ้น คส.3/16 จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ 2คร.3/18 เราทุกคนไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว และมองดูพระรัศมีขององค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วเราก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระฉายาของพระองค์โดยมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เหมือนอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ เมื่อได้ยินถ้อยคำของพระเจ้า เสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะอยู่กับเรา ทำให้เกิดความเชื่อ 1ทธ.1/14 (ใน 1ทธ.1/14 อ.เปาโล อ้างถึงเหตุการณ์ใน กจ.9/4-6) 1ทธ.1/14 พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้หลั่งลงมาแก่ข้าพเจ้าอย่างล้นเหลือ พร้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่งอยู่ในพระเยซูคริสต์ กจ.9/4-5 เขาล้มลงกับพื้น และได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับเขาว่า "เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม?"เซาโลถามว่า"พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด?"พระองค์ตรัสตอบว่า"เราคือเยซู ผู้ที่เจ้ากำลังข่มเหง ความเชื่อมีอยู่แล้ว จากถ้อยคำเดิม หมายถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์เปิดใจของเขาไว้อยู่ก่อนแล้ว ดู กจ.16/14 และถ้อยคำที่เพิ่ม(ดู มธ.13/12) ก็เพิ่มความเชื่อเข้าไปอีก ดู กจ.8/28-29 (เพราะยิ่งได้ยินมากความเชื่อก็มาก สดด.119/28) แม้บริบทใน กจ.8/28-35 ขันทีจะเชื่อพระเจ้าแต่ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูเพราะอ่านพระคัมภีร์เดิมแล้วยังไม่ได้มุ่งไปที่ตัวบุคคลคือพระเยซู (สังเกตในข้อ 35 ที่ใช้คำว่า เล่าถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งจะโยงกับ รม.10/17) แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เร้าใจเขาไว้อยู่ก่อนแล้ว 1คร.2/13-14 เรากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่พระวิญญาณทรงสอนไว้ คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ให้คนฝ่ายจิตวิญญาณฟัง 14 แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ ผู้เขียนใช้ ชื่อบทเรียนว่า “พระสุรเสียงที่ดังอย่างสม่ำเสมอ” กำลังชี้ถึง ลมแห่งพระวิญญาณหรือถ้อยคำของพระเจ้าที่พัดพานำพาชีวิตของผู้เชื่อและอีกนัยหนึ่งหมายถึงน้ำพุของพระเจ้าที่พุ่งออกมาจากภายในผู้นั้น(ดู ยน.3/5-8,1ปต.1/23,ยน.7/38 คู่กับ สดด.1/2-3 คู่กับ สภษ.20/5) 1ปต.1/23 ะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว มิใช่เกิดจากเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์อันไม่รู้เสื่อมสลาย คือพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและยืนยงถาวร ยน.3/5-8 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6 ที่เกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และที่เกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ 7 อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า พวกท่านต้องเกิดใหม่ 8ลมจะพัดไปที่ไหนก็พัดไปที่นั่น และท่านได้ยินเสียงลมนั้นแต่ไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่เกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน” (ลมในตอนนี้อยากให้นึกถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เทลงมาใน กจ.2/2-4,กจ.9/4-6) สดด.1/2-3 ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ เขาใคร่ครวญธรรมบัญญัติของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน 3 เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้งทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น ยน.7/38 ให้คนที่วางใจในเราดื่ม ตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำดำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในคนนั้น สภษ.20/5 คำปรึกษาในใจของคนเหมือนน้ำลึก แต่คนที่มีความเข้าใจจะสามารถโพงมันออกมาได้ ยน.14/26 แต่องค์ที่ปรึกษา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรา จะทรงสอนสิ่งทั้งปวงแก่ท่าน และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวกับท่าน มธ.10/19-20 แต่เมื่อพวกเขาจับกุมท่าน อย่าวิตกกังวลว่า จะพูดอะไร หรือพูดอย่างไร ถึงตอนนั้น จะทรงประทานสิ่งที่ต้องพูดให้แก่ท่าน 20 เพราะไม่ใช่ท่านเองที่กำลังพูด แต่พระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่าน กำลังตรัสผ่านท่าน บริบทของ มธ.10/19-20 พูดถึงเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ดลความคิดของเราในชีวิตประจำวันของเรา(ถ้อยคำของพระองค์ที่ฝังอยู่ในเรา) ซึ่งก็จะวกไปสู่นิยามที่ผมได้เขียนไว้คือ “ได้ยินในปัจจุบัน” มธ.16/14-17 พระองค์ทรงถามว่า "แล้วพวกท่านเล่า? พวกท่านว่าเราเป็นใคร?" 16 ซีโมนเปโตรทูลว่า "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์2 พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" 17 พระเยซูตรัสว่า "ความสุขมีแก่ท่าน ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย เพราะมนุษย์มิได้สำแดงเรื่องนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงสำแดง คำว่า ได้ยินในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความแต่เฉพาะตอนที่เราฟังเทศนาหรืออ่านพระคัมภีร์เท่านั้น แต่คือเสียงทั้งหมดที่เข้ามาในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิต แต่แกนหลักคือเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่กับเรา ซึ่งอาจจะตรัสผ่านพระคัมภีร์ ผ่านคำเทศนา หรือไม่ได้ฟังเทศ ไม่ได้อ่าน แต่เป็นความคิดดีๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจ สภษ.20/5 ทั้งหมดนี้ ก็จะโยงเข้ากับ ยน.10/4,14 ที่พูดถึงเรา ผู้เป็นแกะของพระองค์ที่เดินตามเสียงของพระองค์ คือ เสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ดัง(เสียง) ที่พัด(ลม) ที่พุ่ง(น้ำพุ) ออกมาจากชีวิตของเราตลอดเวลา ยน.10/4,14 เมื่อเขานำแกะทั้งหมดของเขาออกมาแล้ว เขาก็เดินนำหน้า และแกะของเขาตามเขาไปเพราะรู้จักเสียงของเขา….. "เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเรารู้จักเรา [1] ผมเป็นนักกฎหมาย ในการเขียนบทความผมมักจะสรุปเนื้อความสั้นๆ ถ้าคนไม่ใคร่ครวญประโยคให้ดี ผ่านผิวเผิน ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ หรืออาจจะเข้าไปแต่เป็นการเข้าใจผิดไป(หลายคนที่ความพระคัมภีร์ผิดเพราะไม่ได้แปลถ้อยคำตามเจตนาของผู้เขียน) |
|
| แก้ไขล่าสุด ( วันTuesdayที่ 07 February 2012 เวลา 13:47 น. ) |



